เล่นละครวิทยุ/พากย์หนัง 2 ความต่างของสองศาสตร์

By @happida3/25/2018thai

สวัสดีค่ะ ด๋ามาแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อที่มาทีไรก็เล่าแต่เรื่องงานพากย์นะคะ ก็งานพากย์คือชีวิตของด๋านี่คะ ชีวิตไม่ได้มีอะไร ไม่ได้กินข้าวร้านหรู ไม่ได้เที่ยวต่างประเทศ มีแต่พากย์หนังกับขายของ หาเงินเลี้ยงชีพค่ะ ^^ เอาล่ะค่ะ มาเข้าเรื่องตามหัวข้อกันเลยดีกว่า image
มีนักพากย์หนังหลายคนที่เคยเล่นละครวิทยุมาก่อน ด๋าเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคลุกคลีกับวงการละครวิทยุมาถึง 7 ปี ก่อนที่จะได้พากย์หนังตามเจตนารมณ์แรกเริ่มที่ตั้งใจไว้และพากย์ต่อเนื่องมา 17-18 ปีแล้ว จึงจะขอเล่าจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสทั้งสองศาสตร์มา ให้ท่านที่ยังไม่เคยได้พบเห็นหรือมีประสบการณ์ร่วมในสาขาอาชีพปิดทั้งสองนี้ให้ได้เข้าใจสองศาสตร์นี้มากขึ้นนะคะ เรามาเริ่มที่ความเกี่ยวพันกันของสองศาสตร์นี้ก่อนว่าอะไรที่ควรเป็นพื้นฐานที่คนทำงานทั้งสองศาสตร์นี้ควรจะมี นั่นก็คือ เนื้อเสียงที่ดี ไม่แหบพร่า พูดชัดเจน อ่านหนังสือแตก อ่านคล่อง ไม่ผิดความหมาย และต้องมีสมาธิค่ะ สำคัญทีเดียว

-จินตนาการ คนเล่นละครวิทยุต้องมีจินตนาการ ขณะเล่นต้องนึกภาพขึ้นมาในหัวได้เสมือนจริง เช่นขณะพูดคำว่าเธอมาแล้ว ก็ต้องเห็นภาพว่าเธอมาจริง ๆ แล้วอาจพูดออกมาว่า (กลั้วหัวเราะ)แน่ะ เธอวิ่งมาโน่นแล้วไง หรืออย่างเช่น เธอร้องไห้ ก็จะพูดออกมาว่า ร้องไห้น้ำตาหยดแหมะ ๆ เชียว หรือเห็นเธอลองเสื้อผ้าดูกระจก ก็พูดว่า ลองเสื้อหมุนตัวชะแว้บดูกระจก อะไรแบบนี้เป็นต้น พอนึกออกใช่มั้ยคะ ในขณะที่การพากย์หนังจะไม่ต้องจินตนาการอะไรมากเพราะมีภาพให้ดูอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องพากย์ให้ลงตรงปากนักแสดง ควรหยุดเสียงเมื่อนักแสดงปิดปาก จะเติมบทมากมายไม่ได้เพราะจังหวะของหนังบังคับอยู่ นอกจากผู้พากย์ตั้งใจใส่มุกลงไป

-คาแรคเตอร์ของเสียง ผู้เล่นละครวิทยุโดยมากมักจะมีคาแรคเตอร์ของเสียงที่ชัดเจน ที่พอผู้ฟังได้ยินปุ๊บจะรู้เลยว่า นี่นางเอก นี่พระเอก นี่ตัวโกง นี่ตัวอิจฉา นี่ตัวตลก ผู้เล่นละครวิทยุจึงมักได้รับบทบาทเดิม ๆ อยู่เสมอเพราะคนฟังติดเสียงแล้ว ถ้าบังเอิญเกิดเอาคนเคยเล่นเป็นตัวตลกมาเล่นเป็นพระเอก คนฟังก็จะไปยึดติดว่านี่ตัวตลกไม่ใช่พระเอก เพราะผู้ฟังก็ชินกับการจินตนาการตามว่าเสียงนี้ต้องเป็นตัวนี้ เสียงนั้นต้องเป็นตัวนั้น เพราะใช้หูในการฟังอย่างเดียวล้วน ๆ ไม่มีภาพให้คล้อยตาม ในขณะที่การพากย์หนัง อาจมีการสลับตำแหน่งของเสียงได้เพราะมีภาพดาราคนนั้น นักแสดงคนนี้เล่นในบทบาทตามเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ผู้ชมไม่ต้องจินตนาการเอง แต่ก็มีบางกรณีเหมือนกันที่ถ้าเป็นดาราคนนี้แสดง จะต้องเป็นเสียงคนนี้พากย์เท่านั้น นั่นก็เพราะคนดูรู้สึกคุ้นชินกับเสียงนี้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะฝรั่งเลือกเสียงนี้ (เวลาหนังเข้าฉายในโรง บางเรื่องก็จะมีการแคสต์เสียงก่อนเพื่อให้ฝรั่งคัดเลือกเสียงที่เหมาะสม) แต่เนื่องจากในวงการนักพากย์หนังมีทีมพากย์อยู่หลายทีม เมื่อหนังตกไปอยู่ในมือทีมพากย์ใดก็ต้องเปลี่ยนเสียงไปตามนักพากย์ของทีมนั้น ๆ สมมติอย่างเช่น หนังเฉินหลงฉายช่อง 3 จะเป็นเสียงคนนี้พากย์เฉินหลง พอไปฉายช่อง 7 ก็จะเป็นเสียงอีกคนนึง เพราะต่างช่องต่างก็มีทีมของช่องเอง แบบนี้เป็นต้นค่ะ

-ลีลา ผู้เล่นละครวิทยุ มักเล่นด้วยลีลาค่อนข้างเนิบ ช้ากว่าหนัง เพื่อทิ้งจังหวะให้ผู้ฟังนึกภาพ จินตนาการตาม เราจึงไม่ค่อยได้ยินตัวละครในวิทยุพูดเร็วรัวปรื๊ด ๆ ในขณะที่ผู้พากย์หนัง จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับจังหวะของหนังเป็นตัวกำกับ นักพากย์จึงควรต้องพากย์เร็วได้ซอยปากให้ไวให้ทันหนัง และต้องพากย์ช้าได้ถ้าตัวละครเป็นคนพูดช้า ๆ

-บท เรื่องของบทพากย์เป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการจะพากย์ทั้งสองศาสตร์ให้ออกมาดี บทละครวิทยุที่ดีก็จะเอื้อให้ผู้เล่นแสดงอารมณ์ของเสียงออกมาได้ถูกต้อง เช่น มีวงเล็บก่อนหน้าคำพูด อ่ะตอนนี้ด๋าจะให้คุณสมมติว่าตัวเองกำลังเล่นละครวิทยุ แล้วลองทำตามนะคะ
นางเอก : (ร้องไห้) เธอ ทำไมเธอทำกับฉันอย่างนี้ (สะอื้น) เธอรู้มั้ยว่าเธอทำให้ฉันเสียใจขนาดไหน
ชาย 1 : (ตะคอก) ไม่ต้องมาบีบน้ำตา ฉันไม่หลงเชื่อเธอหรอก!!!
พ่อ : (โกรธ) หนอย ไอ้... มาทำให้ลูกข้าเสียอกเสียใจขนาดนี้ มันชักจะหยามกันเกินไปแล้วโว้ย ฮึ่ย!!
อะไรแบบนี่เป็นต้น การใส่คำพูดแบบ หนอย โว้ย ฮึ่ย ฯลฯ อะไรพวกนี้ลงไปในบทก็เป็นการช่วยบอกให้ผู้เล่นรู้ว่าควรแสดงอารมณ์ของเสียงออกมาแบบไหนด้วย ส่วนบทพากย์หนังก็จำเป็นที่จะต้องกำหนดคำให้ลงตามปากของตัวแสดงโดยให้ได้ใจความครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของหนัง อย่างเช่น hello = หวัดดี 2 พยางค์เท่ากัน hi = ไง พยางค์เดียวเท่ากัน คัมซาฮัมนีดา = ขอบคุณมาก ๆ ค่า อะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องนับพยางค์แปลกันเป๊ะ ๆ ทุกประโยค อันนี้ด๋าในฐานะที่เคยเป็นนักแปลบทพากย์มาก่อน ก็พอรู้ว่าบทภาษาอังกฤษสิบพยางค์จะแปลมาเป็นคำไทยประมาณเจ็ดพยางค์ ทั้งนี้ก็เพราะภาษาอังกฤษมีตัวครึ่งพยางค์เยอะ เช่น school ก็จะออกเสียง (ส)คูล ไม่ใช่ สะ-คูล อะไรแบบนี้เป็นต้น พอแปลเป็นไทยเลยต้องกร่อนให้พยางค์ไทยน้อยกว่า จึงจะสับปากพากย์ได้ทัน นึกออกใช่มั้ยคะ

-การทำเสียงประกอบ ผู้เล่นละครวิทยุต้องทำเสียงประกอบในบทพูดของตัวเอง จึงต้องมีสมาธิในการหยิบอุปกรณ์ให้ถูกชิ้น ในขณะเดียวกันตอนเอื้อมหยิบอุปกรณ์ก็ต้องไม่เผลอทำเสียงลุกลี้ลุกลนให้คนฟังจับได้ ในขณะที่การพากย์หนัง ต้องไม่ทำเสียงอะไรอื่นใดเข้าไมค์เลย ไม่งั้นเสียงจะเข้าไปในหนังซ้อนกับเสียงซาวน์ด์ที่มีอยู่ในหนังกลายเป็นเสียงรบกวนไปซะงั้น เพราะในหนังมักจะมีซาวน์ด์ประกอบมาให้อยู่แล้ว เราเรียกกันว่า M/E น่าจะหมายถึง music/effect นะคะ ไม่คอนเฟิร์ม ส่วนหนังบางเรื่องที่ไม่มี M/E แยกมาให้ คือรวมมาไลน์เดียวหมดทั้งเสียงดนตรีเสียงพูดเสียงเอฟเฟ็คต์ เราก็จะต้องทำการตัดเสียงก่อนเข้าบทพูด ซึ่งเราเรียกกันว่าการคัตซาวน์ด์ค่ะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาดูหนังกลางแปลงแล้วมีเสียงจีนแล่บออกมาต้นประโยคทุกครั้ง นั่นล่ะค่ะคือหนังคัตซาวน์ด์ หรือเวลาดูสารคดีแล้วมีเสียงแบบ this isนี่คือฝูงไคโยตี้ they alมันมักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง at nightตอนกลางคืนมันจะออกหากิน อะไรแบบนี้เป็นต้น นั่นก็คือการคัตซาวน์ด์ที่ไม่เนียนค่ะ เพราะพากย์ไปคัตไป มักจะตัดเสียงพยางค์แรกไม่ทัน
เอาล่ะค่ะ ก็มีเท่านี้ที่ด๋าพอจะนึกออก หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่าน คงได้รับความรู้และความเพลิดเพลินจากการเล่าของด๋ากันไปบ้าง อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ ไว้นึกอะไรออกจะมาเล่าอีกค่ะ 😄

35

comments