3 จุดแข็ง ที่ทำให้ Bitcoin เป็นอันดับหนึ่ง

By @downplay187/9/2018thai
  • Bitcoin ทำได้แค่โอนหากันแถมยังช้าด้วย แต่เหตุที่ยังเป็นอันดับหนึ่ง เพราะ มีจุดแข็งทีความเป็นต้นกำเนิดแห่งนวัตกรรม, Network Effect และ Decentralization

  • การเป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรมทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง มีเหรียญมากมายที่แก้ไขข้อเสียของ Bitcoin ได้ แต่ไม่ได้รับความนิยม เพราะมีการ Premine จำนวนมาก ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

  • Network Effect คือ การที่ คุณค่าของสิ่งๆหนึ่งขึ้นอยู่กับ "จำนวนผู้ใช้" มากกว่าคุณสมบัติจริงๆของมัน, คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็มักจะเริ่มที่ Bitcoin คนที่ใช้อยู่แล้วก็จะใช้ต่อไป ทำให้เกิด Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ที่เห็นได้ชัดคือ ทุกๆเหรียญในเว็บเทรด ต้องมีคู่เทรดเป็น BTC ใครอยากซื้อเหรียญนั้นต้องซื้อ BTC ก่อน จนทำให้ Bitcoin กลายเป็นบรรทัดฐานของโลกดิจิทัล

  • การกระจายอำนาจ(Decentralize) ของ Bitcoin เริ่มต้นเมื่อ Satoshi หายตัวไป, เราทราบดีว่าเมื่อ Founder หายตัวไป เหรียญนั้นจะตายไปอย่างรวดเร็วเพราะขาดการพัฒนา แต่ Bitcoin กลับเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ใช้ขณะนั้น ทั้งๆที่มีจุดประสงค์แตกต่างกัน แต่กลับรวมตัวกันขับเคลื่อนพัฒนา Bitcoin ต่อไป ไม่มีใครบังคับให้คนเหล่านี้ถือ Bitcoin แต่เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเหรียญจริงๆต่างหาก ถึงจะทำแบบนี้ได้


นักลงทุนทุกคนคงทราบดีถึงความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ในช่วงเวลาที่ราคาของเหรียญที่เราถือมีการผันผวนของราคาสูง บางครั้งร่วงทะลุทุกแนวรับอย่างโหดเหี้ยม จนทำให้นักลงทุนหลายคนเกิดอาการมือลั่น กดขายไปโดยไม่ทันคิดให้ดีถึงเหุตผลแรกเริ่มที่เข้ามาลงทุนในเหรียญตัวนั้นๆ ซึ่งหากมองดูภาพรวมราคาเหรียญในตลาดขาลงนั้น กลับมีบางเหรียญที่ราคามั่นคง อะไรเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ราคายืนอยู่ได้ และเราจะรู้มูลค่าที่แท้จริงที่ทำให้ราคามันแข็งแกร่งขนาดนั้นได้อย่างไร

ในบทความนี้จะพูดถึง Bitcoin, สกุลเงินดิจิทัลตัวแรกของตลาด, ทั้งๆที่มีฟีเจอร์การใช้งานน้อย(Lack of Feature), ประมวลผลธุรกรรมช้า, สิ้นเปลืองทรัพยากรในการยืนยันธุรกรรม(การใช้การ์ดจอขุดมันเปลืองไฟ) และข้อเสียอีกหลายๆอย่าง แต่ทำไมยังสามารถมีมูลค่ากว่า 40% ของตลาดได้อย่างยาวนาน ทั้งๆที่มีเหรียญมากมายที่สร้างขึ้นมาแก้ข้อเสียเหล่านั้น แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จและถูกลืมเลือนไป เพราะอะไร?

1. เพราะ Bitcoin คือนวัตกรรมที่แท้จริง

Bitcoin and Dollar

คุณค่าที่แท้จริงของ Bitcoin นั้น ถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลาที่สามารถครองอันดับ 1 ในตลาดมาได้อย่างยาวนาน ในอดีตมีเหรียญที่สร้างขึ้นใหม่โดยแก้ไขข้อเสียของ Bitcoin เช่น การประมวลผลธุรกรรมได้เร็วกว่า, การยืนยันธุรกรรมแบบอื่นที่ไม่ต้องขุด, การเพิ่ม Smart Contract, การแก้อัลกอริทึมในการขุด, การทำธุรกรรมแบบไร้ตัวตน(Privacy) การเพิ่มฟีเจอร์เพิ่มเติมเหล่านี้ถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่เป็น "รากฐาน" ของเทคโนโลยีกระจายอำนาจ(Decentralize) ซึ่งทำให้โลกรู้จักกับเงินตราที่ไม่ต้องมีธนาคารเป็นตัวกลาง และไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน

มีความพยายามที่จะสร้างเหรียญขึ้นมาแทนที่ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2011, แต่ไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถโค่น Bitcoin ได้ ไม่ว่าจะมองในแง่ของของราคา, จำนวนผู้ใช้ หรือแม้กระทั่งความปลอดภัย อันได้แก่ IxCoin, Tenebrix, Solidcoin ซึ่งมีฟีเจอร์แก้ไขข้อเสียของ Bitcoin เช่น ป้องกันการขุดด้วย GPU, ให้ค่าขุดสูงและใช้เวลาน้อย แต่เหรียญเหล่านี้ก็ยังล้ม Bitcoin ไม่ได้ เพราะมีการ Premine จำนวนมาก (Premine คือการที่กลุ่มผู้ก่อตั้งขุดเหรียญเพียงผู้เดียวก่อนที่จะมีการปล่อยซอฟต์แวร์สู่สาธารณะ) เหรียญที่กล่าวมาข้างต้นแทบจะตายจากตลาดไปแล้ว เหลือเพียง Namecoin และ Litecoin ที่สร้างขึ้นมาโดยไม่มีการ Premine

Premine คือสิ่งที่บ่งบอกว่าเหรียญนั้นถูกควบคุมโดยผู้ก่อตั้ง, เหรียญที่ "มีการ Premine จำนวนมาก" จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย

จะเห็นว่าการพยายามล้ม Bitcoin ด้วยวิธีสร้างเหรียญเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และปัจจัยอื่นที่เหรียญผู้ท้าชิงไม่สามารถเลียนแบบได้ คือ จำนวนผู้ใช้ (Network Effect) และ การกระจายอำนาจ (Decentralization)


2. Network Effect

  • Network Effect คือ การที่ คุณค่าของสิ่งๆหนึ่งขึ้นอยู่กับ "จำนวนผู้ใช้" มากกว่าคุณสมบัติจริงๆของมัน

    ถ้าทั้งโลกมีคนใช้ Facebook, Line, Twitter etc. อยู่แค่คนเดียว เราคงไม่อยากลองใช้มันหรอก... จริงไหม

Network Effect

Bitcoin ได้รับผลจาก Network Effect เยอะมาก แบบทิ้งห่างคู่แข่งหลายช่วงตัว และจำนวนผู้ใช้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนที่ใช้อยู่แล้วก็จะใช้ต่อไป คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็มักจะเริ่มที่ Bitcoin เพราะเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จนเหมือนกับว่าโลกคริปโตได้สร้างสภาพแวดล้อม(Ecosystem) เอาไว้ให้ Bitcoin เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Ecosystem ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การที่ BTC เป็นคู่เทรดกับทุกๆเหรียญบนเว็บเทรดหลักๆ ทำให้ Bitcoin เป็นเหมือนทางเข้า(Gateway) ในการซื้อเหรียญอื่นๆ นักลงทุนหน้าใหม่ล้วนเริ่มต้นจากการซื้อ Bitcoin แล้วเอาไปซื้อเหรียญอื่นๆที่อยากได้อีกที สิ่งเหล่านี้เสริมสร้าง Ecosystem อันแข็งแกร่งให้ Bitcoin

ด้วยความที่มีผู้ใช้เยอะ ทำให้ Bitcoin กลายเป็น "บรรทัดฐาน" ของสกุลเงินดิจิทัลโดยปริยาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ใช้งานจะได้รับผลพลอยได้อื่นๆตามมา เหมือนกับเราซื้อรถยนต์เพราะหวังให้มันวิ่งบนถนนได้อย่างไร้ที่ติ ไม่ได้ต้องการให้มันบินได้ ไม่ได้จะเอาไปวิ่งบนน้ำ ผลพลอยได้ตามมาของผู้ใช้รถยนต์คือ หาที่จอดได้ง่าย(คันเล็กกว่าเครื่องบิน), บำรุงรักษาง่าย(สนใจแค่เครื่องยนต์กับโครงสร้างสำหรับวิ่งบนถนน) จะเห็นว่ารถยนต์ถึงมันจะมีฟีเจอร์น้อยเพียงแค่วิ่งบนถนน แต่สามารถทำหน้าที่ได้แบบไร้ที่ติ ฟีเจอร์อื่นๆที่เพิ่มเข้ามาให้รถทำได้หลายอย่างเลยกลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็น

คนซื้อรถยนต์เพราะต้องการแค่ให้มันวิ่งบนถนนได้อย่างไร้ที่ติ(ทำให้เกิดความปลอดภัยตามมา), เหมือนกับ Bitcoin ทีไม่มีโค้ดเกินความจำเป็น จึงทำให้มันปลอดภัย ไร้ข้อผิดพลาด รถยนต์จึงเป็นบรรทัดฐานของเครื่องจักรที่วิ่งบนท้องถนน เฉกเช่น Bitcoin ที่เป็นบรรทัดฐานของสกุลเงินดิจิทัล

การจะเป็น "บรรทัดฐาน" ของอะไรบางอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลาอย่างนาวนาน ต่อให้คู่แข่งทำฟีเจอร์เพิ่มเติมก็กลายเป็นส่วนเกินความจำเป็น เปรียบเทียบเหมือนกับมีผู้ผลิตรถยนต์ให้บินได้ แต่เราคงไม่อยากใช้เป็นคนแรกแน่ๆ เพราะรถยนต์น่ะ มันถูกออกแบบมาแต่แรกแล้วว่าให้วิ่งบนถนน อีกทั้งรถบินยังไม่ถูกพิสูจน์ว่าปลอดภัย ในทำนองเดียวกันกับ Bitcoin ที่ถูกพิสูจน์จากกาลเวลาที่ผ่านมาแล้วว่าปลอดภัยในการเป็นตัวเก็บมูลค่า


3. Decentralization

  • Decentralization คือ การกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับชุมชน โดยไม่มีตัวกลาง หรือ ผู้มีอำนาจมาคอยควบคุม
bitcoin-3012035_1280.png

คุณสมบัติสำคัญอีกประการหนึ่งของ Bitcoin คือ การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในขณะที่เหรียญอื่นๆถูกควบคุมโดยผู้สร้าง(Founder) หรือองค์กร(Organization) ที่สร้างเหรียญขึ้นมาและและกุมอำนาจการตัดสินใจที่เหนือกว่ากลุ่มผู้ใช้งานจริง การที่องค์กรกุมอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นดีต่อการทำธุรกิจ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลง/แก้ไขเหรียญได้รวดเร็วตามความต้องการ เพื่อผลกำไรของบริษัท

เมื่อพูดถึงเงินและ Altcoin กับคุณสมบัติในการเก็บรักษามูลค่า



**คุณสมบัติของตัวเก็บรักษามูลค่า(Store of Value) คือ ต้องไม่เสื่อมสภาพ, โดยมูลค่าต้องคงเดิมหรือมากขึ้นตามกาลเวลา**

โดยทั่วไป ผู้คนมักเข้าใจว่า เงิน เป็นตัวเก็บรักษามูลค่าที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินถูกลดทอนมูลค่าลงตามนโยบายที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางออกมาเพื่อใช้ควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าแย่มากๆ เพราะมันทำลายคุณสมบัติสำคัญในการเป็นตัวเก็บรักษามูลค่า แต่ไม่ใช่ว่าเงินไม่มีข้อดี ความที่เงินเป็นสื่อกลางในกลางแลกเปลี่ยน(Medium of Exchange) ที่ยอมรับกันทั่วไป และสามารถใช้เป็นตัววัดมูลค่า(Measure of Value) ที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย แต่หากว่าคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดอย่างการเก็บรักษามูลค่านั้นกลับถูกควบคุมจะมีความหมายอะไร

สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆมีแนวโน้มจะถูกควบคุม, ยิ่งเหรียญ ICO ต่างๆยิ่งเห็นชัด องค์กรที่ระดมทุน ICO และสร้างโทเคนเหล่านั้นล้วนเป็นกลุ่มคนกลาง พวกเขาสร้างเหรียญขึ้นมาและเปลี่ยนกฏให้เอื้อกับธุรกิจของตัวเองหรือแม้กระทั่งเสกโทเคนขึ้นมาเพิ่มเอาดื้อๆ พวกเขาสามารถเลือกที่จะรับ/ไม่รับเหรียญบางตัวในการระดมทุนก็ได้

Altcoin ก็มีปัญหาเดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้สร้างจะทำเหมือนๆกับรัฐบาล อย่างเช่น พยายามเก็บภาษี(ภาษีนักพัฒนา, ภาษีสำหรับการเก็บข้อมูลบน ETH), อัตราเงินเฟ้อ, การเปลี่ยนแปลงกฏเพื่อช่วยเหลือบางกลุ่ม(กรณี Vitalik เลือก hard fork ETH เพื่อแก้ปัญหา The DAO ถูกแฮค, หรือการเปลี่ยนไปใช้ Proof-of-Stake) และยังมีการ Premine เหรียญกว่า 17% ของETHทั้งหมด จากการประเมินหลายๆด้าน, ETH นั้นถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง, ETH มีการ hard fork อย่างน้อย 5 ครั้ง และทุกครั้งไม่เคยถามกลุ่มผู้ใช้งานเลย โดยเฉพาะการ Hard Fork เพื่อแก้ไขกรณี The DAO ถูกแฮคนั้นเป็นการตัดสินใจที่แย่มากๆ

สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการตัดสินใจของกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของเหรียญ ในแง่ของผู้ถือ altcoin คุณอาจเชื่อใจเจ้าของเหรียญคนปัจจุบัน แต่เจ้าของในอนาคตล่ะ จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่พยายามควบคุมเหมือนๆกับที่รัฐบาลทำ ทำให้ Altcoin และ ICO เหล่านั้นมีคุณค่าไม่ต่างจากเงินกระดาษของรัฐบาล

แล้ว Bitcoin ล่ะ

ในตอนแรก Bitcoin เป็นของ Satoshi Nakamoto, แต่หลังจากที่เขาหายตัวไป กลับเกิดสถานการณ์ที่กลุ่มผู้ใช้งาน Bitcoin ซึ่งมีจุดประสงค์ต่างกัน(บ้างต้องการเข้ามาครอบงำ, บ้างต้องการลงทุน, บ้างเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้น, บ้างเข้ามาเพราะสนใจในเทคโนโลยี) ทุกคนกลับมีส่วนในการขับเคลื่อนระบบอย่างเท่าเทียมกัน ในทุกๆการอัปเดตหลังจากนั้นเกิดจากความสมัครใจ (เช่น การ soft fork) และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการบังคับหรือจูงใจด้วยสิ่งใดๆให้ถือ Bitcoin, อีกนัยหนึ่งคือ Bitcoin พัฒนาขึ้นโดยยังคงความ Decentralize เอาไว้ได้ ถึงแม้ สมมติว่าจะมีอุบัติเหตุที่กลุ่มนักพัฒนาหลักจะหายไปดื้อๆ มันก็ยังมีเหรียญอื่นๆที่ fork ออกไปจาก bitcoin ให้ผู้ใช้เลือกอยู่มากมาย, หากคุณถือ Bitcoin คุณคือเจ้าของมันอย่างแท้จริง

การไม่มีกลุ่มอำนาจมาควบคุมเหรียญที่คุณถือนั้นเป็นสิ่งที่ดี มันหมายความว่ามีคนต้องการ Bitcoin จริงๆเท่านั้นที่จะถือมัน และด้วยเหตุนี้ทำให้มันหาซื้อได้ยาก และมันจะไม่เปลี่ยนคุณสมบัติการเป็น "ตัวเก็บรักษามูลค่า" จนกว่าทุกๆคนที่ถือเหรียญนั้นจะเห็นชอบ


บทสรุป

ตอนนี้อาจจะเห็นว่าในตลาดมี Altcoin หลายตัวที่ market cap.(มูลค่ารวม) เริ่มชิงพื้นที่ของ Bitcoin ได้บ้างแล้ว แต่ให้นักลงทุนระวังในการใช้ market cap เพื่อตัดสินใจ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว ตลาดเองมีปัจจัยรบกวนหลายอย่าง แต่จะเริ่มเห็นมูลค่าที่แท้จริงชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานมากพอ

ถ้าอย่างนั้น ต้องอย่างไรถึงจะแทนที่ Bitcoin ได้? มีสองทางคือ ต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่ให้ได้เท่ากับ Bitcoin หรือ เจอช่องโหว่ร้ายแรงที่ทำให้ Bitcoin ไม่ปลอดภัย (เช่น 51% Attack) การ copy โค้ดแล้วอัปเดตเล็กๆน้อยๆนั้นไม่สามารถล้ม Bitcoin ได้ ถึงแม้จะเพิ่มฟีเจอร์ใหญ่ๆอย่าง การปกปิดตัวตน(Privacy) ก็ยังไม่เพียงพอ (ไม่งั้นคนก็หนีไปใช้ Bitcoin Private:BTCP กันหมดแล้ว) เพราะ ผลของ Network Effect ได้สร้าง Ecosystem ให้กับ Bitcoin จนกลายเป็นบรรทัดฐานของโลกคริปโตเรียบร้อยแล้ว

การเป็นเหรียญที่อยู่รอดในตลาดโดยรักษาความเป็น Decentralize เอาไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และ Altcoin ต่างๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้อย่างไร เพราะแค่เสนอความเห็นว่าจะพัฒนาเหรียญไปแบบนั้นแบบนี้ก็กลายเป็นการใช้อำนาจแบบ Centralize ไปแล้ว อีกทั้งเป็นเรื่องยากที่ผู้สร้างเหรียญจะกระจายอำนาจออกไปให้กับผู้ใช้อย่างเป็นกลางและเหมาะสม เพราะความเป็นเจ้าของเหรียญมันเป็นแรงจูงใจในแง่ของชื่อเสียงและผลประโยชน์

ส่วน Bitcoin นั้นมีดีกว่าตรงที่มันเป็นเหรียญแรกที่สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ จึงได้รับผลจาก Network Effect เต็มๆ และ Bitcoin อยู่รอดได้เพราะกลไกความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง, Bitcoin ปลอมแปลงไม่ได้ และไม่มีใครควบคุม Bitcoin ได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากมากๆของเงิน ในการเป็นตัวเก็บรับษามูลค่า(Store of Value) และ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่โทเคนอื่นๆไม่มี

สำหรับนักลงทุนที่มีความหวังว่าอาจจะเจอ Altcoin เทพๆซักตัวที่จะมาแทนที่ Bitcoin ได้จริงๆนั้น ซึ่งอันที่จริงมันเป็นไปได้ยากมากหากมองดูความได้เปรียบของ Bitcoin จาก Network Effect และ Decentralization มีเหรียญเกิดใหม่นับพันที่ไม่สามารถลอกเลียนคุณสมบัตินี้จาก Bitcoin ได้ และนี่เองที่เป็นคำตอบว่า ทำไม Bitcoin จึงเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่อย่างแท้จริง


ที่มา: [1] [2] [3] [4]


:::|บทความอื่นๆ|:::

หน้ารวมบทความทั้งหมด>> **คลิก!!**
บทความก่อนหน้า>> รู้จัก Loom Network, โปรเจคบนบล็อคเชนที่ไม่มี Whitepaper แม้แต่หน้าเดียว


ชอบบทความ โหวตให้กำลังใจได้ครับ [สมัครที่นี่](https://signup.steemit.com/) [วิธีสมัคร Steemit](https://steemit.com/thai/@tookta/pt-1)
35

comments